การรักษาโรคปอดบวม

บทคัดย่อ

หลักการการรักษาโรคปอดบวม ประกอบด้วยการวินิจฉัยโรคโดยอาศัยอาการทางคลินิกและภาพถ่ายรังสีทรวงอก ร่วมกับการพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะอย่างรวดเร็วและเหมาะสม ดังนั้น ควรประเมินตำแหน่งที่ผู้ป่วยควรได้รับการรักษา โดยการประเมินว่าผู้ป่วยควรได้รับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยในโดยใช้ Two-step CURB-65 score ส่วนการ ประเมินว่าผู้ป่วยควรได้รับการพักรักษาตัวที่หอผู้ป่วยทั่วไปหรือหอผู้ป่วยระยะวิกฤต โดยการใช้ SMART-COP score การพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะนอกจากพิจารณาตามตำแหน่งที่ผู้ป่วยควรได้รับการรักษาแล้ว ควรพิจารณาโรคประจำตัว ของผู้ป่วย ประวัติการได้รับยาปฏิชีวนะมาก่อนภายใน 3 เดือน รวมถึงประวัติที่อาจจะทำให้เกิด การติดเชื้อดื้อยา ปัจจุบัน นอกจากการตรวจย้อมเสมหะและส่งเสมหะเพาะเชื้อแล้ว ยังมีการตรวจ biomarkers ได้แก่ procalcitonin และ CRP ที่ช่วยบ่งชี้เชื้อก่อโรคและความรุนแรงของการติดเชื้อ ส่วนการตรวจ PCR for respiratory viruses และ atypical pathogens จากเสมหะ และการตรวจ pneumococcal antigen และ legionella antigen จากปัสสาวะ อาจพิจารณา ในที่ที่สามารถส่งตรวจได้ ยาปฏิชีวนะสำหรับผู้ป่วยนอกโดยทั่วไป คือยารับประทาน azithromycin หรือ clarithromycin ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัจจัยเสี่ยงต่อการติดเชื้อ DRSP ยาปฏิชีวนะที่พิจารณาให้คือ respiratory fluoroquinolone หรอื ß-lactam plus macrolide สำหรับผู้ป่วยใน ยาปฏิชีวนะที่พิจารณาให้โดยทั่วไปคือยาชนดิ ฉีด respiratory fluoroquinolone หรือ ß-lactam plus macrolide ในกรณีที่ผู้ป่วยพักรักษาตัวในหอผู้ป่วยระยะ วิกฤต ควรพิจารณาให้ combination antibiotics คือ ß-lactam plus respiratory fluoroquinolone หรือ ß-lactam plus macrolide เมื่อผู้ป่วยให้การรักษาไปแล้ว 3 วันอาการไม่ดีขึ้น ต้องระวังภาวะแทรกซ้อน เช่น parapneumonic effusion หรือการติดเชื้ออื่น เช่น B. pseudomallei รวมถึงกลุ่มโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายโรคปอดบวม
2264
Views
7
Downloads
ดาว์นโหลดไฟล์
Prev ภาวะเปราะบางและภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย
Next การควบคุมโรคเบาหวานและการคัดกรองภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา

Related articles